Google+ Followers

วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2560

การจัดอันดับมหาวิทยาลัยดีเด่น 2016-2017

การจัดอันดับมหาวิทยาลัยในปี 2016-2017 ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียวที่ติดอันดับหนึ่งในร้อย หรือท้อป 100 มหาวิทยาลัยในทวีปเอเชีย 

แต่ไม่มีมหาวิทยาลัยไทยแม้แต่แห่งเดียวที่ติด 1 ใน 400 มหาวิทยาลัยระดับโลก
ปรากฏการณ์ไม่ติดอันดับเช่นนี้ทำให้วงการการศึกษาไทยถึงกับต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาอย่างเร่งด่วน ว่าควรรื้อปรับระบบใหม่โดยตั้งกระทรวงมหาวิทยาลัยหรือกระทรวงอุดมศึกษาขึ้นมาบริหารการศึกษาระดับนี้โดยเฉพาะหรือยัง?



ถ้าหันไปมองอันดับของมหาวิทยาลัยในประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกาเพื่อดูว่าอันดับมหาวิทยาลัยของเขาเป็นอย่างไร ผมขอเรียนได้เลยว่า อันดับของเขาจะต้องโดดเด่นกว่าเราอย่างแน่นอน ท่านผู้อ่านลองตามไปดูการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในลิ้งค์ด้านล่างนี้ นะครับ

และเพื่อให้ท่านได้มีหลักเกณฑ์ประกอบการพิจารณาการจัดอันดับของเขา ผมขอเพิ่มเติมข้อมูลให้อีกเพียงนิดเดียวเสียก่อนว่า ผู้จัดอันดับมหาวิทยาลัยตามบทความนี้เขาวัดขีดความสามารถ จาก ตัวชี้วัด (Indicators)  13 ตัว โดยตัวชี้วัดที่ว่านี้เกี่ยวกับเรื่องขีดความสามารถด้านต่างๆดังต่อไปนี้ครับ คือ

1.การจัดการเรียนการสอน (teaching administration), 
2.การวิจัย (research management), 
3.การถ่ายทอดความรู้ (knowledge transfer) and 
4.ภาพลักษณ์ด้านสากล (international outlook).
เชิญเอนจอย (enjoy) รายละเอียดดังกล่าวได้เลยครับ

https://www.facebook.com/wsj/posts/10155339484783128

วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2560

ต่างชาติวิจารณ์การศึกษาไทย A Foreign View on Thailand EducationalAdministration

ผมชอบที่จีนวิจารณ์การศึกษาแบบตีแสกหน้าตรงๆครับ
ผมเจอรายงานข่าวการวิจารณ์นี้ในsocial media หลายรอบแล้ว
วันนี้จึงกลับมาพิจารณาเรื่องนี้อีกรอบ

จีน วิจารณ์การศึกษาของไทย  
จีนรักไทยจริงใจ...วิจารณ์การศึกษาของไทยแบบตรงๆ... อ่านแล้วเศร้าจัง ...

การศึกษาไทยในมุมมองของจีน ห่วยสุดๆ ตั้งแต่ระดับมัธยม จนถึงระดับ มหาวิทยาลัย 

1. สถานทูตจีน เขียนรายงาน (เป็นภาษาจีน) ระบุการศึกษาไทย เน้นแต่ด้าน ศิลป ศาสตร์ นิติฯ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การตลาด บริหารธุรกิจ ซึ่งจบมาแล้ว ไม่มีงานทำ ความรู้กระจอก สักแต่ให้มีใบปริญญา ไม่ได้สร้าง value-added ใดๆ นักวิทยาศาสตร์ การวิจัย แทบจะเป็นศูนย์ 

Guanmu อดีตเอกอัครราชทูตจีน บอกว่า 25 ปีที่ผ่านมา ไทยผลิตยาง ยังไง ก็ยังทำแบบนั้น ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม ทำเป็นยางรถยนต์ หรือสิ่งประดิษฐ์ อะไรเองไม่เป็น สร้างคิดอะไรไม่ได้ 

2. มหาวิทยาลัยไทย รวมไปถึง ธรรมศาสตร์ จุฬาฯ กิจกรรมเน้นเต้น หลีด โชว์หล่อสวย แต่โง่ ไม่มีการฝึกงานอะไร ที่เป็นประโยชน์ เด็กขอเงินพ่อแม่ เที่ยวกลางคืนไปวันๆ โชว์วัตถุนิยม ว่ารถกูขับรถไร สังคมมันวัดกันแค่นี้ (เห็นมากับตา) พวกดีๆ ก็มี แต่มันน้อย เอาจริงๆนะ ผมว่ามีแค่10% ในขณะที่เด็กสหรัฐฯ พวก MIT Stanford หรือเด็กจีนชิงหัว ปิดเทอม พยายามหางานทำ ฝึกงาน UN World Bank JP Morgan หรือมาค่ายผู้ลี้ภัย ชาวโรฮิงญาในไทย 

3. จ่ายครบจบแน่ ปริญญาขยะ เต็มบ้าน คือ หางานไรทำไม่ได้ มีแต่อยากจะรวย "ผมจะทำธุรกิจ" คือมันคิดไรไม่ออก นอกจากขายของ นอกจากนี้ ยังมีทุจริต ผันงบกระทรวงศึกษาให้ทุนกู้ยืมเรียน มหาวิทยาลัยเอกชน ที่มีนักการเมืองเป็นเจ้าของ สุดท้ายก็หนี้สูญ เพราะเด็กบ้านนอก ได้มาเข้ากรุง สักว่า ได้ปริญญาประดับบ้าน แต่มันหางานทำไม่ได้ ปึหนี่งหมดเงิน ภาษีประเทศชาติ ไปหลายหมื่นล้าน เรื่องเลวๆนี้ ไม่เคยถูกตรวจสอบ 

4. ภาษาอังกฤษ ห่วยแตกขั้นเทพ จริงๆ อจ.จุฬาฯ ส่วนใหญ่ ก็ลอกบทความฝรั่ง มาแปลๆ ไม่มีความคิด อะไรที่ใหม่ หาน้อยคน ที่จบระดับโลก ไปดู CV เอาเอง จบมหาลัยห้องแถว B-class ทั้งนั้น งานวิจัยขยะ copy/paste เด็มไปหมด ครูมัธยม เอาแค่โรงเรียนในกรุงเทพฯ ผมเคยถูกเชิญไปพูด ยังออกเสียงสะกดศัพท์ไม่ถูกเลย จะสอนเด็กให้ถูกได้อย่างไร แล้วโรงเรียน ใน อ.ปัว จังหวัดน่าน มันจะห่วยแตก ขนาดไหน คิดดู

5.ความรู้ใหม่ๆ หรือเทคโน โลยี มันหมุนเวียน เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งคนไทยรู้แต่ ภาษาไทยตัวเอง ไม่มีความสามารถ แข่งขันอะไร ในระดับโลก โลกทรรศน์สุดจะแคบ สำนักข่าวไทย รายงานแต่เรื่องเส็งเคร็ง ไม่ได้สร้างสรรค์คุณค่า ความรู้อะไร คนนั้นท้องกับคนนี้ ไปทำงานมา หลายประเทศ เช่น ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ บอกได้เลย นักเรียนไทย โคตรจะขี้เกียจ ไม่รู้ปีหนึ่งๆ อ่านหนังสือกัน กี่เล่ม?... 

รัฐบาลไหนจะคิดแก้ไขบ้างหนอ ขี้เกียจ ปริญญา ชื้อหาได้ จบได้ กลายเป็นคนโง่ ขึ้นไปอีกคน เพราะมีใบประกาศ มีทิฏฐิเพิ่ม หมิ่นเงินน้อย  ทำอะไรไม่เป็น คิดสร้างสิ่งใหม่ๆ ไม่ได้ เบียดเบียดครอบครัวประเทศชาติ เป็นภาระ เป็นปัญหาสั่งคม ไร้คุณภาพอ้างตกงานที่แท้ขาดความรู้ความสามารถ ทุกอย่างชอบจะชื้อ จะกิน จะอยู่แบบสบาย ขาดการศึกษา กล่อมเกลาจิต ไม่มีความอดทด ต่อสู้ เป็นคนงอมืองอเท้าอาศัยผู้อื่น สมองคนอื่นไปๆวัน ๆ โตแบบแก่งแย่ง ชิงดีกัน ไม่มีทีมเวิร์ค เริ่มแต่แย่งสมบัติของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ต่อไปบ้านเมืองจะวุ่นวาย เพราะคนในชาติคิดสร้างไม่เป็น หมดสมบัติชาติ ผลาญหมด ผลาญทรัพยากร วัวควาย ไร่นา ป่าไม้ แร่ธาตุหมดแล้วจะกลับมาอยู่อย่างเดิมก็ไม่ได้ จบ ป.โท ป.เอก ทำไร่ทำนาไม่ได้ หากินเองไม่ได้  อนาคตเป็นทาสเขา เด็กขาดคุณภาพ ก็เป็นผู้ใหญ่ไร้คุณภาพ เป็นคนชราก็เป็นภาระประเทศชาติแน่นอน มีใบประกาศ ใบปริญญาแต่สังคมโลกไม่ยอมรับก็สูญเป่ลาต้องรีบแก้ไขเรื่องเหล่านี้ด่วน  เร่งพัฒนาสังคม

ความห่วยแตกของการบริหารการศึกษาไทยในสายตาของต่างชาติ ทั้ง 5 ข้อนี้ เป็นข้อกล่าวหาท่ีสาหัสอย่างยิ่ง อุกฉกรรจ์มาก  

ประการที่หนึ่ง 
เป็นการตีแสกหน้าว่าการกำหนดหลักสูตร โดยเฉพาะการเปิดสาขาวิชาที่จะดการเรียนการสอนส่วนใหญ่ไม่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองไทยนั่นเอง !!!

ประการที่สอง ก็เกี่ยวกับการบริหารและการพัฒนาหลักสูตรอีกเหมือนกัน เขาตีแสกหน้าอีกคำรบว่าไม่มีการฝึกงานที่สร้างสรรค์

ประการที่สาม เป็นเรื่องการประกันคุณภาพ การควบคุมคุณภาพ เรื่องนี้ สกอ. มีการออกประกาศและกำหนดแนวทางปฏิบัติเมื่อปี 2558 นี้เองครับ

ประการที่สี่ เรื่องภาษาอังกฤษ การจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของเมืองไทยก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีฝรั่งมาสอนนะครับ เรามี AUA, British Council มีสถาบันจัดการสอบ IELTS,TOEFL,TOEIC แต่สถาบันเหล่านี้อาจจะมิได้มุ่งหมายที่จะทำการสอนเพื่อให้ลูกศิษย์นำเอาความรู้ ความสามารถไปใช้ในการทำงาน แต่สอนเพียงเพื่อตอบสนองความต้องการเอาใบประกาศไปติดฝาผนังโชว์ เป็น อาการของ Diploma Desease ก็แค่นั้นเอง???

ประการที่ห้า ข้อนี้เขาวิจารณ์ระบบและโครงสร้างองค์กรของเราทุกระบบเลยครับ มิใช่ระบบการศึกษาเพียงอย่างเดียว คือมันมีทั้งสื่อมวลชน สังคม เศรษฐกิจทุกอย่าง ครบเครื่องเลย ดังนั้น เพื่อทำความเข้าใจข้อห้านี้มากยิ่งขึ้น เห็นจะต้องฟังคำปราศัยของเด็กอนุบาลกาฬสินธุ์เสียแล้วนะครับ 
แต่ขอเตือนว่า สุนทรพจน์เด็กมันอาจทำให้ท่านสำลักได้ครับ???
อย่างไรก็ตาม ผมยังอุ่นใจ และดีใจอยู่บ้าง ที่ฝ่ายจัดทำรายการตามนี้ เขาถ่ายภาพ Video ให้เห็นท่าน ศธ. 3 นั่งอยู่เคียงข้างท่านนายกลุงตู่ 
โปรดช่วยกันดูนะครับ ว่าเขาตีเราตามความเป็นจริงหรือไม่ครับท่าน !!!



วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2560

การบริหารหลักสูตรของมหาวิทยาลัย




มหาวิทยาลัยบริหารหลักสูตรอย่างไร?

คำถามนี้ตอบอย่างกว้างๆได้ด้วยการอธิบายประกาศของมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับการบริหารหลักสูตร!

วันนี้ เพื่อที่จะทราบว่ามหาวิทยาลัยกาฬสินุธ์มีวิธีการบริหารหลักสูตรอย่างไร ผมจึงขอนำเสนอ ประกาศมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เริ่อง การบริหารหลักสูตร พ.ศ. 2560
ลงวันที่ 6 มกราคม 2560 มีรายละเอียดดังนี้ ครับ


การบริหารหลักสูตรตามประกาศนี้ ประกอบด้วยการจัดองค์กรและการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ โดยมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์จัดองค์กรการบริหารหลักสูตร เป็นสอง ระดับ คือ 

1) คณะกรรมการบริหารหลักสูตรระดับปริญญาตรี และ 
2) คณะกรรมการบริหารหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา

สำหรับหน้าที่ของคณะกรรมการการบริหารหลักสูตรนั้น มีสามด้าน คือ 
1) ด้านการบริหาร 
2) ด้านการพัฒนาหลักสูตร 
3) ด้านการจัดการเรียนการสอน


โดยประกาศฉบับนี้จำแนกรายละเอียดหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารหลักสูตรระดับปริญาตรี เป็น 7 ประการ 
ส่วนคณะกรรมการบริหารหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา มีหน้าที่ 13 ประการ

รายละเอียดปรากฏตามลิงคฺ์ต่อไปนี้ครับ



จากที่ผมกล่าวมานี้ ประกอบกับหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติอีกสามประการ ได้แก่
1) ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ 
เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2558 
2) ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. 2558 และ
3) แนวทางการบริหารเกณฑ์ทาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2558

จะเห็นได้ว่าการบริหารหลักสูตรจะต้องอาศัยหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการขับเคลื่อนหลักสูตรหลายประการมาก ดังได้นำเสนอมานี้

ข้อห่วงใยของผมเกี่ยวกับการบริหารหลักสูตรจึงได้แก่ประสิทธิภาพการขับเคลื่อนหลักสูตรในระดับคณะต่างๆครับ 
ผมมีความคิดเห็นว่าบรรดาอาจารย์ที่เป็นกรรมการบริหารหลักสูตรจะต้องมีความรอบรู้ ริเริ่ม รวดเร็ว และลงมือให้ทันต่อความเปลียนแปลงของวงวิชาการด้วย

สวัสดีครับ!!!



วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2560

การส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยประสบความสำเร็จดียิ่ง

น่าอัศจรรย์ใจมากหรือไม่ครับ?
ที่ปีนี้ประเทศไทยมีข่าวดีอย่างยิ่งเกี่ยวกับความสำเร็จในการส่งเสริมการท่องเที่ยวหลายข่าวมาก!!!

ผมกล่าวถึงเรื่อต่อไปนี้ครับ

อย่างแรก
ข่าวที่ประกาศวาสกรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวมากที่สุดในโลกเหนือกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เฉือนเมืองดังๆในโลกจำนวนมาก
ดูเว็ปไซต์ของนิตยสาร Forbes ดังต่อไปนี้ครับ

อย่างที่สอง
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีดัชนีความทุกข์ยากต่ำที่สุดในโลก ดูได้จากรายละเอียดต่อไปนี้ครับ

ที่สำคัญที่สุด 
ปีนี้มีผู้ประกาศรับรองอย่างเป็นทางการว่า
ไม่มีอะไรที่สวยกว่าผู้หญิงไทยแท้บนโลก
ภาพนี้ยืนยันได้ครับ!!!


ต้องขอบคุณท่านทึ่รับผิดชอบเรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยและพี่น้องชาวไทยทุกคนเป็นอย่างยิ่ง
สวัสดีครับ
ขอบคุณครับ
Khob Khun Krab!!!


วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2559

10 เทรนด์ธุรกิจในปี 2017

10 เทรนด์ธุรกิจในปี ใหม่  พ.ศ.2560 หรือ  2017
10 เรื่องล้วนเกียวกับ Thailand 4.0
และ 2  เรื่องเน้นย้ำสุขภาพพลานามัย และคุณภาพสิ่งแวดล้อม

10เทรนด์ธุรกิจปีใหม่ ประกอบด้วย

1.เครื่องมือช่วยในการสร้างสินค้าเทคโนโลยี
2.เครื่องมือช่วยในการสร้างแบรนด์บุคคล
3.การฝึกอบรมนักงานผ่านออนไลน์
4.หันมาสนใจกลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น
5.มีการขายกิจการทิ้งมากขึ้น
6.สินค้าต้องมีบอกข้อมูลสารอาหาร
7.อี-คอมเมิร์ซยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
8.มีการทำ CRM มากขึ้น
9.พัฒนาความสามารถของพนักงานมากขึ้น
10.สินค้ารักษ์โลก

สำหรับรายละเอียดของทั้ง 10 เทรนด์นี้
โปรดติดตามจากเว็ปไซต์ต่อไปนี้ครับ

http://www.thaismeresearch.com/10-%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B5-2017/
และโปรดเปรียบเทียบกับ 10 อาชีพที่ธุรกิจต้องการมากที่สุดยุคThailand 4.0  ต่อไปนี้ด้วยครับ

วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

การเมืองภาคปฏิบัติใน USA ตอนที่ 2

เพื่อนใน Facbook แชร์มาอีกแล้วครับ !

คราวนี้เป็นเรื่องที่นักเขียนเขาวิเคราะห์ความผิดพลาดของ Hillary Clinton ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของพรรค Democratic Party 
คุณ ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ 


บอกว่า ที่ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 ออกมาเช่นนี้ อาจเนื่องมาจากความผิดพลาด 8 ประการ ดังต่อไปนี้

1. กลุ่มคนในเขตเมืองใหญ่ขาดปฏิสัมพันธ์และความเข้าใจชีวิตของคนในชนบทอย่างสิ้นเชิง (Lack of Rural Urban Relation)

2. ผู้สนับสนุนนายทรัมป์เป็นเสียงเงียบที่ไม่อยากเผยตัว ไม่มีใครกล้ายอมรับและบอกผลกับโพลต่างๆ เพราะกลัวถูกมองว่าประหลาด (Silent Public Opinion)

3. สื่อออนไลน์ทำให้ผู้คนทั่วไปอยู่ในกะลา ได้รับข้อมูลจากฝ่ายที่ตนสนับสนุนอยู่แล้ว (The Real Impact Of Social Media)

4. “ความยโสโอหัง” ของฝ่ายอำนาจเก่าโดนลงโทษ (Political Punishment on The Arrogant  )

5. ตัวเลือกที่ผิดตั้งแต่ต้น (Misplaced Candidacy)

6. ไม่มีความเอาใจใส่ฐานเสียงเดิม (Neglected Supporters)

7. มีคนที่รู้สึกว่าสิทธิและความคิดเห็นของตนถูกละเลยมากพอ (Dismayed Voters)

8. กลุ่มผู้หญิง แอฟริกันอเมริกัน และชาวอเมริกาใต้ ไม่ออกมาใช้เสียงมากพอเพื่อสนับสนุนนางฮิลลารี (The Effects of Political Aparthy)

จาก 8 ข้อผิดพลาดของฝ่าย Democrats นี้ เราพบว่าสภาพทางสังคมของชาวอเมริกันนั้นก็มีความคล้ายคลึงกับสภาพสังคมไทย เพราะประการแรกความแตกต่างระหว่างชนบทกับเมืองใหญ่ยังมีอยู่ไม่น้อย ลักษณะเช่นนี้ย่อมส่งผลต่อการเมืองและการเลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประการที่ 2 น่าประหลาดใจมากที่ลักษณะการปิดบังซ่อนความคิดความรู้สึกทางการเมืองของประชาชนยังปรากฏอยู่ในสหรัฐอเมริกา สภาพเช่นนี้แม้มิใช่เกิดขึ้นเพราะความหวาดกลัวภัยคุกคามเหมือนที่เกิดขึ้นในบางประเทศ แต่ในความจริงชาวอเมริกันก็มีความรู้สึกเช่นนี้อยู่เป็นจำนวนมาก จนถึงกับส่งผลกระทบต่อผลการเลือกตั้งได้ไม่มากก็น้อย ดังที่เห็นกันอยู่ใช่ไหมครับ?

ประการที่ 3 สาเหตุข้อนี้มีความเป็นไปได้ไม่น้อยเช่นกัน การสนทนาเฉพาะในกลุ่มตนเองผ่านแอ๊ปไลน์อาจจะเป็นการปิดกั้นความคิดจากกลุ่มบุคคลภายนอก ซึ่งกลุ่มไลน์นี้แตกต่างจากสื่อ Facebook และสื่อกระแสหลักอื่นๆที่อย่างหลังนี้เปิดส่งและรับข่าวสารในวงกว้างกว่าอย่างแรก

ประการที่ 4  เรื่องความยะโสโอหังของกลุ่มอำนาจเก่าที่ถูกลงโทษนี้ ผมมีความเห็นว่าการที่กลุ่มอำนาจเก่าจำนวนมากผ่านชีวิตการเป็นครูอาจารย์ในมหาวิทยาลัยมาด้วยกันอาจจะเป็นไปได้ว่าสิ่งนี้ทำให้พวกเขารู้สึกหยิ่งทรนงว่าพวกตนมีการศึกษาสูง มีความรู้มากกว่าคนอื่นๆ ซึ่งลักษณะนี้แตกต่างจากคนในภาคธุรกิจที่เขามักจะจดจำได้ว่าตนนั้นไต่เต้ามาด้วยการลงมือทำธุรกิจ สร้างเนื้อสร้างตัวมาด้วยลำแข้ง หนักเอาเบาสู้ ผ่านอุปสรรคล้มลุกคลุกคลานมามากต่อมาก จึงต้องจดจำว่าการปรับตัว การพึ่งตนเองนั้น มีความสำคัญยิ่ง คนเหล่านี้จึงมักไม่นิยมการยกตนข่มท่าน หรือเมื่อหากมีความจำเป็นจะต้องข่มใคร ก็จะกระทำต่อเมื่อเห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ตนเองจริงๆเท่านั้น เช่น อาจจะบอกออกไปตรงๆเลยว่า "ถ้าฉันได้อำนาจ แกติดคุกแน่" เช่นนี้เป็นต้น

ประการที่ 5 ความผิดพลาดข้อนี้ตรงไปตรงมาไม่มีอะไรมากครับ!
ประการที่ 6 สื่อมวลชนได้เปิดเผยให้เห็นแล้วว่าผู้เลือกตั้งที่ลำบากยากจนในเขตฐานเสียงเดิมของ มิสซิส คลินตัน กล่าวว่า "Trump ลูกเดียวครับ" เมื่อถูกถามว่าจะเลือกใคร !!!

ประการที่ 7 ความผิดพลาดข้อนี้คือความผิดพลาดในการบริหารเป็นเวลาสองเทอมติดต่อกันของพรรค Democratic Party ผลพวงของมันมาออกฤทธิ์มากเอาตอนปลายสมัยซึ่งประชาชนต้องเลือกระหว่างของเก่ากับการลองของใหม่!

ประการสุดท้าย ความผิดพลาดข้อนี้ฝ่ายคลินตันได้มีการพยายามแก้ไขอยู่บ้างในตอนท้าย แต่ก็แก้ไม่ตก จะเห็นได้จากมีผลโพลล์ในช่วงสุดท้ายใกล้วันลงคะแนนออกมาว่า Donald Trump มีเสียงนำ Hillary Clinton แล้วนะ การทำเช่นนี้ อาจเป็นการกระตุ้นพวกเสียงเงียบว่าถ้าไม่เลือกเราเขามาแน่ แต่เรื่องอย่างนี้จะมาแก้ไขภายในวันสองวันได้อย่างไรครับ

กล่าวโดยย่อ ผมจำเป็นต้องยกสองมือขึ้นกุมขมับกล่าวกับตัวเองว่า

"การเมืองภาคปฏิบัติในสหรัฐอเมริกานี่ มันเข้าใจยากกว่าทฤษฎีจริงๆ !!!"

ดังเรื่องราวของเจ้าคุณท่านหนึ่งในลิงค์ต่อไปนี้
ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ครับ



วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

การเมืองภาคปฏิบัติใน USA

การเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์  ผลประโยชน์อย่างแรกคือ การได้มาซึ่งอำนาจ หรือการแสวงหาอำนาจการมีอำนาจ ดังนั้น ท่านจึงกล่าวอีกด้วยเหมือนกันว่า การเมืองเป็นเรื่องของการแสวงหา การได้มา และการรักษาไว้ซึ่งอำนาจ

ภาคปฏิบัติของ การแสวงหา การได้มา และการรักษาไว้ซึ่งอำนาจ นั้น วันนี้เราได้เห็นประจักษ์แล้วจากการเมืองเรื่องการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่  8 พฤศจิกายน 2559 ที่เผยแพร่ผ่านสื่อ และสื่อทางสังคมที่แพร่สะพัดกระจัดกระจายอย่างรวดเร็ว กว้างขวาง ทะลุทะลวงมิติด้านกาละ เทศะ ตามอิทธิพลของโลกาภิวัตน์

การแสวงหาอำนาจในช่วงเวลาการหาเสียงเพื่อการได้มาซึ่งอำนาจในประเทศนี้ นั้น คู่แข่งที่เข้าชิงตำแหน่งต่างฝ่ายต่างก็ทุ่มเทกำลังงัดอาวุธทุกชนิดสาดเข้าใส่กันอย่างไม่ยั้งฝีมือ



ที่เห็นชัดเจนประการแรกคือการเปิดเผยความชั่วร้ายของฝ่ายตรงกันข้ามอย่างถึงพริกถึงขิง จนถึงขนาดที่สื่อมวลชนต่างก็สรุปลงความเห็นว่าการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้เป็นการกระทำที่โหดร้ายที่สุด ผู้คนถึงกับลงความเห็นว่าการรณรงค์หาเสียงครั้งนี้เป็นการต่อกรระหว่างโรคมะเร็งร้ายกับปีศาจ คือเป็นการต่อสู้กันของคู่แห่งความชั่วร้าย!!!
มันมิใช่แบบนั้นเพียงอย่างเดียวครับ!!!

เราเห็นTrump กล่าวกับ Hilray Clinton อย่างไม่นั่งปากเช่นกล่าวว่าเธอเป็นแม่มด เป็นปีศาจ มึงเถอะถ้าฉันได้ตำแหน่งละก็แกติดคุกแน่!!!
แต่ครั้นเวลาชนะแล้ว กลับตาลปัดเป็นปากหวานกล่าวยกย่องชมเชยคลินคั้นเอาดื้อๆแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
เอากับเขาสิ!!!-
ท่านลองฟังสิครับ

ขึ้นต้นก็หวานเจื้อยเลยครับ!!!

I've just received a call from Secretary Clinton. She congratulated us. It's about us. On our victory, and I congratulated her and her family on a very, very hard-fought campaign.
I mean, she fought very hard. Hillary has worked very long and very hard over a long period of time, and we owe her a major debt of gratitude for her service to our country.
I mean that very sincerely.
ฟังพูดเข้าสิ !!!
ก็พอเห็นอยู่ใช่ไหมครับท่าน!!!

ผมขอน้อมคารวะฝากเรื่องนี้ไว้กับทุกท่านที่ติดตามอ่านเรื่องนี้ ได้ช่วยคิดต่อก็แล้วกันนะครับว่า
การเมืองบ้านเราดุเดือดใกล้เคียงกันกับการเมืองเขาหรือไม่ครับ?