วันศุกร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

อุปาทานขันธ์

ปุจฉา :  อะไรเอ่ย?
ขันธ์ทั้งห้านี้ เราเรียกว่า
เป็นของหนัก
แต่มีสิ่งๆหนึ่ง ทำให้ ขันธ์
ทั้งห้า ลอยขึ้นและจมลงได้
ครับ.
วิสัจฉนา: ท่าน@TNT 
สิ่งๆหนึ่งที่ทำให้ขันธ์ทั้งห้า ลอยขึ้นแบะจมลงได้ คือ ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ นั่นเอง 
   ▪ยึดมากก็หนัก (ทุกข์มาก)
   ▪ยึดน้อยก็เบา (ทุกข์น้อย)
   ▪ไม่ยึดเลยก็นิพพาน (พ้นทุกข์)

ขันธ์ (5)
คือ รูปกับนาม
พระบรมศาสดาทรงสอนให้วิเคราะห์ แยกแยะ ว่ารูป กับนามเป็นอย่างไร อย่างไหนเป็นรูปอย่างไหนเป็นนาม การที่จะดู หรือพิจารณารูปพิจารณานาม เราต้องรู้รูป รู้นามเสียก่อน ถ้าไม่รู้รูป ไม่รู้นาม เราจะพิจารณาขันธ์ 5 ได้อย่างไร เราจะไปดูสิ่งที่ไม่เคยเห็นได้อย่างไร?
พระพุทธเจ้าพระบรมศาสดาและครูอาจารย์สอนให้ทำธุระทางศาสนา คือ ทำคันถธุระ กับวิปัสสนาธุระ คันถะ เป็นการเรียนรู้ตัวบท ส่วนวิปัสสนา เป็นการลงมือปฏิบัติ แต่ทั้งสองก็อาศัยกันและกัน 
ดังนั้นการจะพิจารณาขันธ์ อันเป็นการพิจารณารูปกับนามนั้น  เราก็ต้องรู้ทฤษฎีเสียก่อน เช่น รู้ว่าคนเรามี 5 ขันธ์ (สัตว์บางชนิดมีขันธ์เพียงขันธ์เดียว) ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ 

สำหรับรูป คือสิ่งที่เราดู หรือเพ่ง หรือพิจารณาซึ้งในการทำวิปัสสนา ท่านเรียกว่าดูรูป 
ซึ่งการดูรูป ก็ดูด้วยอายตนะ 6 มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 

ในส่วนของ เวทนา สัญญา และสังขาร สามอย่างนี้ท่านรวมเรียกว่าเจตสิก 
และ ขันธ์ในข้อสุดท้ายคือ วิญญาณนั้น ท่านเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าจิต 
จิตเป็นธรรมชาติที่รับรู้ภายหลังจากที่อายนะได้สัมผัสและผ่านเจตสิกมาแล้ว มาถึงจิต ทำให้เกิดความรู้สึก นึกคิด ตรงนี้เป็นขั้นตอนของความคิดรวบยอดแล้ว เป็นสังกัป (concept )เป็นมรรคข้อที่สอง สัมมาสังกัปโป (right perception)
การที่จะควบคุมกำกับไม่ให้เกิดกิเลส ตัณหา อุปาทาน
ความยึดมั่นถือมั่น
ท่านจึงให้ตัดกิเลส โดยฝึกควบคุมการดูรูป ดูนาม ให้สักแต่ว่า ไม่ให้มันหวั่นไหว โดยตัดอนุสัยทุกๆครั้งไม่ให้มันติดไม่ให้มันเหลือ ตกค้างเป็นนิสัยไม่ดีเป็นความเคยชิน จนสะสมมีปริมาณมากขึ้น สะสมจนเต็มเป็นอาสวะพร้อมที่จะล้นออกมาข้างนอกเป็นตัวกิเลส เป็นโลภะ โทสะ โมหะ 
เมื่อใดที่เราท่านปฏิบัติเช่นนี้ได้ ก็จะยึดน้อย
ถ้าเก่งมากก็ดับไม่เหลือ
ถึงซึ่งนิพพาน

ผมมีความเข้าใจแบบนี้ครับ
ไม่ทราบจะผิดถูกประการใด
โปรดชี้แนะด้วยครับ

วันจันทร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

แก่นวิปัสสนาคืออะไร?

กถามุข ที่เขียนโดย ส.อภิรักษ์ ในหนังสือ "แนะแนวทางวิปัสสนา" ที่ผมอ่านนี้ สรุปได้ว่า แนวทางการปฏิบัติวิปัสสนามีดังนี้
 1.มหาสติปัฏฐานสูตร  เอกายโน อยัง ภิกขเว มัคโค  พระพุทธเจ้า ทรงตรัสสั่งสอนว่า การใช้ กาย เวทนา จิต ธรรม สำหรับเป็นฐานในการกำหนดสติ เป็นหนทางเพียงสายเดียวที่สามารถ ไปสู่นิพพาน เป็นทางพ้นทุกข์ เพราะเป็นการมุ่งกำจัดอภิชฌาและโทมนัส ความยินดียินร้าย ทำให้เบื่อหน่ายคลายกำหนัด ไม่มีอัตตา ตัวตนเราเขาอยู่ในใจอีกต่อไป เป็นการเห็นไตรลักษณ์ มี อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา 
2.จากพุทธพจน์ยืนยันได้ว่า ถึงแม้ว่าจะเห็นไตรลักษณ์เพียงหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งเพียงข้อเดียว ก็เข้าถึงความบริสุทธิ์ได้ แต่ข้อสำคัญเราจะละทิ้งรูป นาม ไม่ได้เลย จะต้องเห็นความไม่เที่ยงของ กายเวทนา จิต ธรรม การเจริญสติปัฏฐานจะเห็นไม่เที่ยง
3.วิธีปฏิบัติอีกประการหนึ่ง คือ ในการพิจารณาให้...ยึดอารมณ์ปัจจุบัน ไม่เยื่อใยในรูปอดีต อย่าเพลิดเพลินในรูปอนาคต จงปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อสละ เพื่อปล่อยรูปปัจจุบันเถิด แม้
ทวารอื่นๆ ก็แก้อย่างนี้หมด...
4.ต้องไม่ให้มีการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ วิเวก 3 อาวุธ 3
5.วิปัสสนา ต่างจากสมถะกรรมฐาน  สมถะเป็นวิธีสงบจิตให้อยู่กับอารมณ์เดียวเป็นการทำสมาธิล้วนๆ แต่วิปัสสนากรรมฐานเป็นการฝึกจิตให้เกิดปัญญา รู้เห็นตามความเป็นจริงของตัวเรา คือ รู้จัก นาม -รูป = ขันธ์ 5 ว่าไม่ใช่ตัวตน เป็นวิธี เห็นไตรลักษณ์ ละกิเลสให้หมด เป็นสมุจเฉทไม่ต้องกลับมาเกิดอีก ดับเหตุคือกิเลส ดับชาติ คือขันธ์ 5 ไม่เกิดในที่ไหนๆอีกต่อไป
6.วิปัสสนากรรมฐานแบ่งเป็น 2 พวก คือสมถยานิก กับวิปัสสนายานิก พวกแรกเริ่มจากสมถกรรมฐานก่อน แล้วมาวิปัสสนากรรมฐานที่หลัง พวกหลังดูนาม รูป ดูขันธ์ 5 ล้วนๆเรียกว่าเลือกกรรมฐานที่เป็นปัจจัยแก่ปัญญา มีอิริยาบถ 4 อิริยาบทย่อย ธาตุ 4 เป็นต้น ก็ได้
แต่ข้อที่สำคัญคือ ต้องทำตามวิธีของท่านทุกๆข้อ
7.ข้อนี้สำคัญ เพราะเป็นข้อห่วงใยของท่าน ส.อภิรักษ์ โดยเฉพาะ ท่านบอกว่าในสติปัฏฐานมีวิธีปฏิบัติไม่เหมือนกัน อานาปานสติก็ใส่ใจอย่างหนึ่ง ไม่เหมือนกับอิริยาบถ เพราะอารมณ์ต่างกัน ฉะนั้นสติปัฏฐานจึงขึ้นอยู่กับอุบายความเข้าใจของผู้ทำ ถ้าไม่เข้าใจก็จะไม่เป็นวิปัสสนาเลย จะกลายเป็นสมาธิและหลงทางได้ ท่านยังบอกอีกว่า มรรค 8 เป็นทางเดินของจิตใจ ซึ่งใจของสัตว์ทั้งหลายไม่มีรูปร่างหน้าตาจะให้จับต้องได้ (ผมเข้าใจว่าท่าน ส.หมายถึงจิตใจเป็น "นาม" ครับ) และกิเลสเครื่องเศร้าหมองก็ไม่มีรูปร่างให้จับต้องได้ ตลอดจน ศีล สมาธิ ปัญญา ก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่รู้จักหน้าตาของ จิต กิเลส ปัญญา สติ ฯลฯ ธรรมะเหล่านี้ เราจะฝึกจิต อบรมจิต ได้อย่างไร!!!
เราเป็นคนโง่ หลงอวิชชาอยู่เต็มที่ จะไม่อาศัยแผนที่ที่พระพุทธองค์ตลอดทั้งสาวกได้วางเอาไว้ให้แล้ว เราจะถึงจุดหมายที่ไม่เคยไปได้อย่างไร?
ท่าน ส.อภิรักษ์ยังมีคำถามอีกหลายข้อครับ
และท่านบอกย้ำไว้ว่า



แล้ว ศีล สมาธิ ปัญญาที่ทรงประสงค์คืออะไร

คราวหน้าเรามาพิจารณาไปด้วยกันครับ
สำหรับวันนี้สวัสดีครับ
ดร.ประสิทธิ์ คชโคตร
17 กรกฎาคม 2560

วันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ระบบการศึกษาไทยเป็นความล้มเหลวแห่ง Southeast Asia จริงหรือ?

แต่ผมเคยโพสต์เรื่องชาวจีนวิจารณ์การบริหารการศึกษาไทยว่าห่วยแตกสุดๆ (http://phulaenchangisan.blogspot.com/2017/01/foreign-view-on-thailand-educational.html)
เมื่อต้นปีนี้เอง มาเดือนนี้ มีสื่อแชร์โพสต์ของครูชาวอังกฤษที่เคยทำการสอนในโรงเรียนเอกชนทางปักษ์ใต้ของไทย ในปี 2551 
โดยพาดหัวบทความ ว่า ระบบการศึกษาไทย ความล้มเหลวอีกเรื่องแห่งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (https://search.yahoo.com/search?ei=utf-8&fr=tightropetb&p=Cassandra+James+Thailand&type=61385_031317 ) ข้อวิจารณ์ของเขานั้น เท่าที่ผมเก็บความได้
มีดังนี้ 
1.ระบบการบริหารระดับกระทรวงศึกษาธิการล้าสมัย ไร้ประสิทธิภาพ ภาษาอังกฤษไม่ได้เรื่อง ออกกฏระเบียบหยุมหยิม ไม่สร้างสรรค์ แถมมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย ลักษณะแบบนี้น่าจะเป็นมรดกทางสังคมไทยซึ่งเป็นสังคมที่เปลี่ยนแปลงช้า 
2.การผลิตและพัฒนาครูด้อยประสิทธิภาพ 3.การบริหารโรงเรียนล้าหลัง โรงเรียนขาดเสรีภาพทางการเงิน ทำให้การสรรค์หาครูไม่ได้ผล โดยเฉพาะครูฝรั่ง คือได้แต่ครูต่างประเทศที่แก่หง่อม และขาดคุณสมบัติทางวิชาชีพครู มองว่าครูต่างชาติเป็นเพียงส่วนเกิน นอกจากนี้อุปกรณ์การสอน การทดลองต่างๆมีน้อย
 4.การจัดการห้องเรียนไม่ได้มาตรฐาน เพราะจำนวนนักเรียนต่อห้องเรียนมีมาก ครูดูแลไม่ทั่วถึง มักส่งผลให้ครูต้องปล่อยปละละเลยเด็ก ขาดการสอนให้เด็กคิด วิเคราะห์ แยกแยะ 5.การวัดผลการเรียนด้อยมาตรฐาน ครูถูกบังคับให้ปล่อยเกรด เพราะจ่ายครบต้องจบแน่ ต้องรักษาภาพ รักษาหน้าเอาไว้ก่อน

 

น่าแปลกนะครับ!!! 
ขณะที่เรากำลังปฏิรูปประเทศในหลายๆด้าน โดยเฉพาะในเรื่องการศึกษา เราใช้
ยาแรงมากๆหลายเรื่อง เช่น เรื่องกระจายอำนาจ เรื่องเอกภาพการบังคับบัญชา เรื่องการผลิตครูภาษาอังกฤษแบบเร่งรัด การรณรงค์อบรมการบูรณาการวิชาหลักอันได้แก่ Sciences,Technology, English, Maths (STEM) และ Project Based Learning (PBL) การปรับบทบาทการนิเทศโดยสร้าง สังคมแห่งการเรียนรู้ (Professional Learning Community- PLC) แต่สื่อและสังคมวิชาการก็ยังรณรงค์นำเสนอบทความเกี่ยวกับเรื่องความล้มเหลวในอดีตอยู่เป็นประจำเสมอๆ หรือว่าที่เป็นเช่นนี้ เป็นเครื่องชี้วัดอย่างหนึ่งว่าการปฏิรูปเริ่มจะได้ผลแล้ว คือต้นไม้ของเราที่ปลูกลงไปเริ่มจะออกผลแล้ว!!! 

เพราะว่าปรากฏการณ์เช่นนี้ ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าสังคมต้องการแสดงความคิดเห็นต่อการบริหารการศึกษามากขึ้น อยากเสนอแนะมากขึ้น ต้องการแสดงความกังวลห่วงใยมากขึ้น 

อาการเช่นนี้แสดงแน่ชัดว่าเราจุดประกายได้แล้ว!!!

 ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยอำนวยพร ให้การคิดดี ทำดีจงได้ดี 
Do good get good!!!

วันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

จะมีใครสักกี่คนที่เข้าใจคำว่า วิปัสสนา?




จะมีใครสักกี่คนที่รู้จักคำๆนี้ตรงตามหลักฐานและเหตุผล!!!
โดยมากมักเข้าใจคำว่า วิปัสสนา นี้
•เป็นธรรมชั้นสูง
•เป็นการทำใจให้สงบ หรือให้ได้สมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
•เข้าใจว่าเมื่อปฏิบัติแล้วจะเกิด ปัญญาญาณ รู้เห็นที่วิเศษกว่าความรู้ ความเห็นของคนปกติธรรมดา เช่น สามารถเห็นนรก เห็นสวรรค์ เห็นคนที่ตายไปได้ไปเกิดในภูมิชั้นนั้นชั้นนี้ เห็นเลข เบอร์ต่างๆ ทำให้เป็นที่ชมชอบของผู้คนเป็นอันมาก
•เพราะเหตุนี้เอง จึงเกิดสำนักประเภทนี้ขึ้นมากมายทั่วประเทศ และสำนักเหล่านี้ ก็ใช้คำว่า "วิปัสสนา" กันเสมอดาษดื่น

"ถ้าแม้แต่คำว่าวิปัสสนาก็ยังไม่เข้าใจที่ถูกต้อง จะป่วยกล่าวไปไยว่าจะปฏิบัติวิปัสสนาที่ถูกต้องได้อย่างไร"

ผมอ่านคำชี้แจงของมูลนิธิพุทธมรดกข้างบนนี้ ที่ตีพิมพ์ประกอบในหนังสือแนะแนวทางการปฏิบัติวิปัสสนา วิสุทธิ  7 เล่มที่พิมพ์ เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2557 แล้ว


เกิดความรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในกลุ่ม "ผู้คนทั้งหลาย" ทียังขาดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของ วิปัสสนา 
        ดังนั้น ผมจึงประสงค์ จะติดตามสาระของหนังสือเล่มที่ผมถ่ายรูปมาประกอบนี้ให้จบครับ และหากว่าผมได้รับความรู้และเกิดความคิดเห็นที่น่าจะเป็นประโยชน์สาธารณะ มีคุณค่าต่อพุทธศาสนิกชนและท่านผู้อ่านทั้งหลาย ผมก็จะน้อมคารวะนำมาเล่าสู่กันฟังในพรรษากาลของปี 2560 นี้ ครับ !!!
สวัสดีครับ

การทำวิปัสสนาในวันอาสาฬหบูชา

การทำวิปัสสนาในวันสำคัญทางพุทธศาสนา เป็นกิจกรรมการปฏิบัติธรรมตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พระบรมศาสดา!!! 

หลังจากตรัสรู้แล้วพระองค์ทรงสั่งสอนรื่อง ธรรมจักกัปวัตนสูตร และในระหว่างที่พระองค์กำลังเทศนาอยู่พระอัญญาโกญทัญญะ หนึ่งในปัญจวัคคีย์ รู้แจ้งในธรรมที่ทรงเทศนาได้บวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทาเป็นพระสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา ทำให้พระรัตนตรัยครบองค์สาม ครับ

พระสูตรนี้ นับว่าเป็นปฐมเทศนา ที่ทรงโปรดปัญจวัคคีย์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 
สาระของธรรมจักกัปวัตนสูตร เป็นเรื่องอริยสัจ 4 คือ เป็นเรื่องทุกข์ สมุทัย นิโรธ และ มรรค เป็นทางสายกลาง ไม่เคร่งเครียดสุดโต่งและไม่หละหลวม
มรรคมีองค์ 8 นี้ มีบทที่ว่าด้วย สติ และ สมาธิ การปฏิบัติเพื่อให้เกิดสัมมาสติ คือระลึกชอบ คือ การมีสติที่ถูกต้อง หมายถึง สติปัฏฐาน 4
และสัมมาสมาธิ คือ จิตตั้งมั่นชอบ เป็นการปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนา 
วิธีปฏิบัติเพื่อสัมมาสติและสัมมาสมาธิ มีสองอย่างคือ สมถะกัมมัฏฐาน และ วิปัสสนากัมมัฏฐาน
กล่าวโดยย่อการปฏิบัติวิปัสสนาในวันอาสาฬหบูชา ก็คือ การปฏิบัติตามมรรคมีองค์แปด ข้อที่ 7 และ 8 นั่นเอง ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า ถ้าท่านทำสมถะกัมมัฏฐานหรือทำวิปัสสนากัมมัฏฐาน ก็จัดว่าเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และหากท่านสามารถปฏิบัติตามหลักธรรมนี้ได้อย่างสม่ำเสมอ ท่านก็สามารถบำบัดทุกข์ได้ !!!

ท่านที่ประสงค์รายละเอียดของ ธรรมจักกัปวัตนสูตร โปรดติดตามลิงค์ ต่อไปนี้ครับ 

วันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ลักษณะของการศึกษาที่ดี ตอนที่ 2

ผมเคยเขียนถึงลักษณะของการศึกษาที่ดีไว้ครั้งหนึ่งแล้วครับดังปรากฏในลิงค์นี้ />http://phulaenchangisan.blogspot.com/2016/09/blog-post.html แต่ยังมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาอยู่อีก 
ตามที่คุณอนันต์ฯ กล่าวไว้ว่า 
ครอบครัวเป็นสถานฝึกนิสัยที่ดีนั้น ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ทั้งนี้เพราะลักษณะนิสัยที่ดีเป็นเรื่องที่ต้องมีการปลูกฝังครับ และการปลูกฝัง การอบรมบ่มนิสัยที่ดี ต้องเริ่มตั้งแต่เกิด และความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างลูกกับพ่อแม่โดยเฉพาะระหว่าลูกชายกับบิดาก็เป็นตัวกำหนดว่าเด็กจะมีลักษณะนิสัยที่มั่นคง ไม่เป็นเด็กที่มีปัญหาในอนาคตครับ เรื่องนี้มีผลการวิจัยของ Travis Hirschi ในสหรัฐอเมริกาสนับสนุนครับ



วันอาทิตย์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2560

To register the underprivileged from 3 April to 15 May

Maj-Gen Sansern Kaewkamnerd

informs the public that Payuth Chan-o-cha's government is to begin tomorrow its second round of the underprivileged registration to enable the poor to receive public support from relevant  public agencies. The new round of this important registration is for both group of people who had already registered their status last time, and the group of new comers who have qualified for the registration.The process that aims at the extending the reach of the poor will allow the government to improve its data base on the poor and improve its attempt to bridge the gap between the privileged and the underprivileged in the country.

The most important qualifications for the target group are as follows:

1) โดยต้องมีสัญชาติไทย

 (Must have Thai nationality),

2) อายุ 18 ปีขึ้นไป
 
(Age over 18 years old),

3) เป็นผู้ว่างงานหรือ

(Being an unemployed),

4) มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทในปี 59 

(Has income not over 100,000 Baht in 2016),

5)ไม่มีทรัพย์สินทางการเงิน

 (Do not have any financial property),

6) หรือไม่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมาย 

(Do not own any permanent property under related laws),

7) หรือหากมีบ้านพักอาศัยต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 25 ตร.ว. ห้องชุดไม่เกิน 35 ตร.ม.

(In case of being an owner of a residence, it must not have the area over 25 squar wa, and not over 35 square meters, incase of a room in a condominium),

 8) หรือมีที่ดินเพื่อการเกษตรไม่เกิน 10 ไร่ หรือที่ดินอื่นที่ไม่ใช่การเกษตร ไม่เกิน 1 ไร่"

(Own an agricultural piece of land that is not over 10 rai, or have a piece of land that is not for agricultural purpose not over one rai).

The general, moreover, explains that when the registration process is completed the ministry of finance, later on in June 2017, will issue ID cards for those who pass the official scrutiny.The end result  of this policy, after its implementation, will be a better access by the poor, to fundamental social and economic services from relevant public agencies.

For more information please follow this link.

วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2560

การจัดอันดับมหาวิทยาลัยดีเด่น 2016-2017

การจัดอันดับมหาวิทยาลัยในปี 2016-2017 ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียวที่ติดอันดับหนึ่งในร้อย หรือท้อป 100 มหาวิทยาลัยในทวีปเอเชีย 

แต่ไม่มีมหาวิทยาลัยไทยแม้แต่แห่งเดียวที่ติด 1 ใน 400 มหาวิทยาลัยระดับโลก
ปรากฏการณ์ไม่ติดอันดับเช่นนี้ทำให้วงการการศึกษาไทยถึงกับต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาอย่างเร่งด่วน ว่าควรรื้อปรับระบบใหม่โดยตั้งกระทรวงมหาวิทยาลัยหรือกระทรวงอุดมศึกษาขึ้นมาบริหารการศึกษาระดับนี้โดยเฉพาะหรือยัง?



ถ้าหันไปมองอันดับของมหาวิทยาลัยในประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกาเพื่อดูว่าอันดับมหาวิทยาลัยของเขาเป็นอย่างไร ผมขอเรียนได้เลยว่า อันดับของเขาจะต้องโดดเด่นกว่าเราอย่างแน่นอน ท่านผู้อ่านลองตามไปดูการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในลิ้งค์ด้านล่างนี้ นะครับ

และเพื่อให้ท่านได้มีหลักเกณฑ์ประกอบการพิจารณาการจัดอันดับของเขา ผมขอเพิ่มเติมข้อมูลให้อีกเพียงนิดเดียวเสียก่อนว่า ผู้จัดอันดับมหาวิทยาลัยตามบทความนี้เขาวัดขีดความสามารถ จาก ตัวชี้วัด (Indicators)  13 ตัว โดยตัวชี้วัดที่ว่านี้เกี่ยวกับเรื่องขีดความสามารถด้านต่างๆดังต่อไปนี้ครับ คือ

1.การจัดการเรียนการสอน (teaching administration), 
2.การวิจัย (research management), 
3.การถ่ายทอดความรู้ (knowledge transfer) and 
4.ภาพลักษณ์ด้านสากล (international outlook).
เชิญเอนจอย (enjoy) รายละเอียดดังกล่าวได้เลยครับ

https://www.facebook.com/wsj/posts/10155339484783128

วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2560

ต่างชาติวิจารณ์การศึกษาไทย A Foreign View on Thailand EducationalAdministration

ผมชอบที่จีนวิจารณ์การศึกษาแบบตีแสกหน้าตรงๆครับ
ผมเจอรายงานข่าวการวิจารณ์นี้ในsocial media หลายรอบแล้ว
วันนี้จึงกลับมาพิจารณาเรื่องนี้อีกรอบ

จีน วิจารณ์การศึกษาของไทย  
จีนรักไทยจริงใจ...วิจารณ์การศึกษาของไทยแบบตรงๆ... อ่านแล้วเศร้าจัง ...

การศึกษาไทยในมุมมองของจีน ห่วยสุดๆ ตั้งแต่ระดับมัธยม จนถึงระดับ มหาวิทยาลัย 

1. สถานทูตจีน เขียนรายงาน (เป็นภาษาจีน) ระบุการศึกษาไทย เน้นแต่ด้าน ศิลป ศาสตร์ นิติฯ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การตลาด บริหารธุรกิจ ซึ่งจบมาแล้ว ไม่มีงานทำ ความรู้กระจอก สักแต่ให้มีใบปริญญา ไม่ได้สร้าง value-added ใดๆ นักวิทยาศาสตร์ การวิจัย แทบจะเป็นศูนย์ 

Guanmu อดีตเอกอัครราชทูตจีน บอกว่า 25 ปีที่ผ่านมา ไทยผลิตยาง ยังไง ก็ยังทำแบบนั้น ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม ทำเป็นยางรถยนต์ หรือสิ่งประดิษฐ์ อะไรเองไม่เป็น สร้างคิดอะไรไม่ได้ 

2. มหาวิทยาลัยไทย รวมไปถึง ธรรมศาสตร์ จุฬาฯ กิจกรรมเน้นเต้น หลีด โชว์หล่อสวย แต่โง่ ไม่มีการฝึกงานอะไร ที่เป็นประโยชน์ เด็กขอเงินพ่อแม่ เที่ยวกลางคืนไปวันๆ โชว์วัตถุนิยม ว่ารถกูขับรถไร สังคมมันวัดกันแค่นี้ (เห็นมากับตา) พวกดีๆ ก็มี แต่มันน้อย เอาจริงๆนะ ผมว่ามีแค่10% ในขณะที่เด็กสหรัฐฯ พวก MIT Stanford หรือเด็กจีนชิงหัว ปิดเทอม พยายามหางานทำ ฝึกงาน UN World Bank JP Morgan หรือมาค่ายผู้ลี้ภัย ชาวโรฮิงญาในไทย 

3. จ่ายครบจบแน่ ปริญญาขยะ เต็มบ้าน คือ หางานไรทำไม่ได้ มีแต่อยากจะรวย "ผมจะทำธุรกิจ" คือมันคิดไรไม่ออก นอกจากขายของ นอกจากนี้ ยังมีทุจริต ผันงบกระทรวงศึกษาให้ทุนกู้ยืมเรียน มหาวิทยาลัยเอกชน ที่มีนักการเมืองเป็นเจ้าของ สุดท้ายก็หนี้สูญ เพราะเด็กบ้านนอก ได้มาเข้ากรุง สักว่า ได้ปริญญาประดับบ้าน แต่มันหางานทำไม่ได้ ปึหนี่งหมดเงิน ภาษีประเทศชาติ ไปหลายหมื่นล้าน เรื่องเลวๆนี้ ไม่เคยถูกตรวจสอบ 

4. ภาษาอังกฤษ ห่วยแตกขั้นเทพ จริงๆ อจ.จุฬาฯ ส่วนใหญ่ ก็ลอกบทความฝรั่ง มาแปลๆ ไม่มีความคิด อะไรที่ใหม่ หาน้อยคน ที่จบระดับโลก ไปดู CV เอาเอง จบมหาลัยห้องแถว B-class ทั้งนั้น งานวิจัยขยะ copy/paste เด็มไปหมด ครูมัธยม เอาแค่โรงเรียนในกรุงเทพฯ ผมเคยถูกเชิญไปพูด ยังออกเสียงสะกดศัพท์ไม่ถูกเลย จะสอนเด็กให้ถูกได้อย่างไร แล้วโรงเรียน ใน อ.ปัว จังหวัดน่าน มันจะห่วยแตก ขนาดไหน คิดดู

5.ความรู้ใหม่ๆ หรือเทคโน โลยี มันหมุนเวียน เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งคนไทยรู้แต่ ภาษาไทยตัวเอง ไม่มีความสามารถ แข่งขันอะไร ในระดับโลก โลกทรรศน์สุดจะแคบ สำนักข่าวไทย รายงานแต่เรื่องเส็งเคร็ง ไม่ได้สร้างสรรค์คุณค่า ความรู้อะไร คนนั้นท้องกับคนนี้ ไปทำงานมา หลายประเทศ เช่น ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ บอกได้เลย นักเรียนไทย โคตรจะขี้เกียจ ไม่รู้ปีหนึ่งๆ อ่านหนังสือกัน กี่เล่ม?... 

รัฐบาลไหนจะคิดแก้ไขบ้างหนอ ขี้เกียจ ปริญญา ชื้อหาได้ จบได้ กลายเป็นคนโง่ ขึ้นไปอีกคน เพราะมีใบประกาศ มีทิฏฐิเพิ่ม หมิ่นเงินน้อย  ทำอะไรไม่เป็น คิดสร้างสิ่งใหม่ๆ ไม่ได้ เบียดเบียดครอบครัวประเทศชาติ เป็นภาระ เป็นปัญหาสั่งคม ไร้คุณภาพอ้างตกงานที่แท้ขาดความรู้ความสามารถ ทุกอย่างชอบจะชื้อ จะกิน จะอยู่แบบสบาย ขาดการศึกษา กล่อมเกลาจิต ไม่มีความอดทด ต่อสู้ เป็นคนงอมืองอเท้าอาศัยผู้อื่น สมองคนอื่นไปๆวัน ๆ โตแบบแก่งแย่ง ชิงดีกัน ไม่มีทีมเวิร์ค เริ่มแต่แย่งสมบัติของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ต่อไปบ้านเมืองจะวุ่นวาย เพราะคนในชาติคิดสร้างไม่เป็น หมดสมบัติชาติ ผลาญหมด ผลาญทรัพยากร วัวควาย ไร่นา ป่าไม้ แร่ธาตุหมดแล้วจะกลับมาอยู่อย่างเดิมก็ไม่ได้ จบ ป.โท ป.เอก ทำไร่ทำนาไม่ได้ หากินเองไม่ได้  อนาคตเป็นทาสเขา เด็กขาดคุณภาพ ก็เป็นผู้ใหญ่ไร้คุณภาพ เป็นคนชราก็เป็นภาระประเทศชาติแน่นอน มีใบประกาศ ใบปริญญาแต่สังคมโลกไม่ยอมรับก็สูญเป่ลาต้องรีบแก้ไขเรื่องเหล่านี้ด่วน  เร่งพัฒนาสังคม

ความห่วยแตกของการบริหารการศึกษาไทยในสายตาของต่างชาติ ทั้ง 5 ข้อนี้ เป็นข้อกล่าวหาท่ีสาหัสอย่างยิ่ง อุกฉกรรจ์มาก  

ประการที่หนึ่ง 
เป็นการตีแสกหน้าว่าการกำหนดหลักสูตร โดยเฉพาะการเปิดสาขาวิชาที่จะดการเรียนการสอนส่วนใหญ่ไม่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองไทยนั่นเอง !!!

ประการที่สอง ก็เกี่ยวกับการบริหารและการพัฒนาหลักสูตรอีกเหมือนกัน เขาตีแสกหน้าอีกคำรบว่าไม่มีการฝึกงานที่สร้างสรรค์

ประการที่สาม เป็นเรื่องการประกันคุณภาพ การควบคุมคุณภาพ เรื่องนี้ สกอ. มีการออกประกาศและกำหนดแนวทางปฏิบัติเมื่อปี 2558 นี้เองครับ

ประการที่สี่ เรื่องภาษาอังกฤษ การจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของเมืองไทยก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีฝรั่งมาสอนนะครับ เรามี AUA, British Council มีสถาบันจัดการสอบ IELTS,TOEFL,TOEIC แต่สถาบันเหล่านี้อาจจะมิได้มุ่งหมายที่จะทำการสอนเพื่อให้ลูกศิษย์นำเอาความรู้ ความสามารถไปใช้ในการทำงาน แต่สอนเพียงเพื่อตอบสนองความต้องการเอาใบประกาศไปติดฝาผนังโชว์ เป็น อาการของ Diploma Desease ก็แค่นั้นเอง???

ประการที่ห้า ข้อนี้เขาวิจารณ์ระบบและโครงสร้างองค์กรของเราทุกระบบเลยครับ มิใช่ระบบการศึกษาเพียงอย่างเดียว คือมันมีทั้งสื่อมวลชน สังคม เศรษฐกิจทุกอย่าง ครบเครื่องเลย ดังนั้น เพื่อทำความเข้าใจข้อห้านี้มากยิ่งขึ้น เห็นจะต้องฟังคำปราศัยของเด็กอนุบาลกาฬสินธุ์เสียแล้วนะครับ 
แต่ขอเตือนว่า สุนทรพจน์เด็กมันอาจทำให้ท่านสำลักได้ครับ???
อย่างไรก็ตาม ผมยังอุ่นใจ และดีใจอยู่บ้าง ที่ฝ่ายจัดทำรายการตามนี้ เขาถ่ายภาพ Video ให้เห็นท่าน ศธ. 3 นั่งอยู่เคียงข้างท่านนายกลุงตู่ 
โปรดช่วยกันดูนะครับ ว่าเขาตีเราตามความเป็นจริงหรือไม่ครับท่าน !!!



วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2560

การบริหารหลักสูตรของมหาวิทยาลัย




มหาวิทยาลัยบริหารหลักสูตรอย่างไร?

คำถามนี้ตอบอย่างกว้างๆได้ด้วยการอธิบายประกาศของมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับการบริหารหลักสูตร!

วันนี้ เพื่อที่จะทราบว่ามหาวิทยาลัยกาฬสินุธ์มีวิธีการบริหารหลักสูตรอย่างไร ผมจึงขอนำเสนอ ประกาศมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เริ่อง การบริหารหลักสูตร พ.ศ. 2560
ลงวันที่ 6 มกราคม 2560 มีรายละเอียดดังนี้ ครับ


การบริหารหลักสูตรตามประกาศนี้ ประกอบด้วยการจัดองค์กรและการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ โดยมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์จัดองค์กรการบริหารหลักสูตร เป็นสอง ระดับ คือ 

1) คณะกรรมการบริหารหลักสูตรระดับปริญญาตรี และ 
2) คณะกรรมการบริหารหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา

สำหรับหน้าที่ของคณะกรรมการการบริหารหลักสูตรนั้น มีสามด้าน คือ 
1) ด้านการบริหาร 
2) ด้านการพัฒนาหลักสูตร 
3) ด้านการจัดการเรียนการสอน


โดยประกาศฉบับนี้จำแนกรายละเอียดหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารหลักสูตรระดับปริญาตรี เป็น 7 ประการ 
ส่วนคณะกรรมการบริหารหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา มีหน้าที่ 13 ประการ

รายละเอียดปรากฏตามลิงคฺ์ต่อไปนี้ครับ



จากที่ผมกล่าวมานี้ ประกอบกับหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติอีกสามประการ ได้แก่
1) ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ 
เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2558 
2) ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. 2558 และ
3) แนวทางการบริหารเกณฑ์ทาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2558

จะเห็นได้ว่าการบริหารหลักสูตรจะต้องอาศัยหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการขับเคลื่อนหลักสูตรหลายประการมาก ดังได้นำเสนอมานี้

ข้อห่วงใยของผมเกี่ยวกับการบริหารหลักสูตรจึงได้แก่ประสิทธิภาพการขับเคลื่อนหลักสูตรในระดับคณะต่างๆครับ 
ผมมีความคิดเห็นว่าบรรดาอาจารย์ที่เป็นกรรมการบริหารหลักสูตรจะต้องมีความรอบรู้ ริเริ่ม รวดเร็ว และลงมือให้ทันต่อความเปลียนแปลงของวงวิชาการด้วย

สวัสดีครับ!!!



วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2560

การส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยประสบความสำเร็จดียิ่ง

น่าอัศจรรย์ใจมากหรือไม่ครับ?
ที่ปีนี้ประเทศไทยมีข่าวดีอย่างยิ่งเกี่ยวกับความสำเร็จในการส่งเสริมการท่องเที่ยวหลายข่าวมาก!!!

ผมกล่าวถึงเรื่อต่อไปนี้ครับ

อย่างแรก
ข่าวที่ประกาศวาสกรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวมากที่สุดในโลกเหนือกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เฉือนเมืองดังๆในโลกจำนวนมาก
ดูเว็ปไซต์ของนิตยสาร Forbes ดังต่อไปนี้ครับ

อย่างที่สอง
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีดัชนีความทุกข์ยากต่ำที่สุดในโลก ดูได้จากรายละเอียดต่อไปนี้ครับ

ที่สำคัญที่สุด 
ปีนี้มีผู้ประกาศรับรองอย่างเป็นทางการว่า
ไม่มีอะไรที่สวยกว่าผู้หญิงไทยแท้บนโลก
ภาพนี้ยืนยันได้ครับ!!!


ต้องขอบคุณท่านทึ่รับผิดชอบเรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยและพี่น้องชาวไทยทุกคนเป็นอย่างยิ่ง
สวัสดีครับ
ขอบคุณครับ
Khob Khun Krab!!!


วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2559

10 เทรนด์ธุรกิจในปี 2017

10 เทรนด์ธุรกิจในปี ใหม่  พ.ศ.2560 หรือ  2017
10 เรื่องล้วนเกียวกับ Thailand 4.0
และ 2  เรื่องเน้นย้ำสุขภาพพลานามัย และคุณภาพสิ่งแวดล้อม

10เทรนด์ธุรกิจปีใหม่ ประกอบด้วย

1.เครื่องมือช่วยในการสร้างสินค้าเทคโนโลยี
2.เครื่องมือช่วยในการสร้างแบรนด์บุคคล
3.การฝึกอบรมนักงานผ่านออนไลน์
4.หันมาสนใจกลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น
5.มีการขายกิจการทิ้งมากขึ้น
6.สินค้าต้องมีบอกข้อมูลสารอาหาร
7.อี-คอมเมิร์ซยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
8.มีการทำ CRM มากขึ้น
9.พัฒนาความสามารถของพนักงานมากขึ้น
10.สินค้ารักษ์โลก

สำหรับรายละเอียดของทั้ง 10 เทรนด์นี้
โปรดติดตามจากเว็ปไซต์ต่อไปนี้ครับ

http://www.thaismeresearch.com/10-%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B5-2017/
และโปรดเปรียบเทียบกับ 10 อาชีพที่ธุรกิจต้องการมากที่สุดยุคThailand 4.0  ต่อไปนี้ด้วยครับ

วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

การเมืองภาคปฏิบัติใน USA ตอนที่ 2

เพื่อนใน Facbook แชร์มาอีกแล้วครับ !

คราวนี้เป็นเรื่องที่นักเขียนเขาวิเคราะห์ความผิดพลาดของ Hillary Clinton ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของพรรค Democratic Party 
คุณ ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ 


บอกว่า ที่ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 ออกมาเช่นนี้ อาจเนื่องมาจากความผิดพลาด 8 ประการ ดังต่อไปนี้

1. กลุ่มคนในเขตเมืองใหญ่ขาดปฏิสัมพันธ์และความเข้าใจชีวิตของคนในชนบทอย่างสิ้นเชิง (Lack of Rural Urban Relation)

2. ผู้สนับสนุนนายทรัมป์เป็นเสียงเงียบที่ไม่อยากเผยตัว ไม่มีใครกล้ายอมรับและบอกผลกับโพลต่างๆ เพราะกลัวถูกมองว่าประหลาด (Silent Public Opinion)

3. สื่อออนไลน์ทำให้ผู้คนทั่วไปอยู่ในกะลา ได้รับข้อมูลจากฝ่ายที่ตนสนับสนุนอยู่แล้ว (The Real Impact Of Social Media)

4. “ความยโสโอหัง” ของฝ่ายอำนาจเก่าโดนลงโทษ (Political Punishment on The Arrogant  )

5. ตัวเลือกที่ผิดตั้งแต่ต้น (Misplaced Candidacy)

6. ไม่มีความเอาใจใส่ฐานเสียงเดิม (Neglected Supporters)

7. มีคนที่รู้สึกว่าสิทธิและความคิดเห็นของตนถูกละเลยมากพอ (Dismayed Voters)

8. กลุ่มผู้หญิง แอฟริกันอเมริกัน และชาวอเมริกาใต้ ไม่ออกมาใช้เสียงมากพอเพื่อสนับสนุนนางฮิลลารี (The Effects of Political Aparthy)

จาก 8 ข้อผิดพลาดของฝ่าย Democrats นี้ เราพบว่าสภาพทางสังคมของชาวอเมริกันนั้นก็มีความคล้ายคลึงกับสภาพสังคมไทย เพราะประการแรกความแตกต่างระหว่างชนบทกับเมืองใหญ่ยังมีอยู่ไม่น้อย ลักษณะเช่นนี้ย่อมส่งผลต่อการเมืองและการเลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประการที่ 2 น่าประหลาดใจมากที่ลักษณะการปิดบังซ่อนความคิดความรู้สึกทางการเมืองของประชาชนยังปรากฏอยู่ในสหรัฐอเมริกา สภาพเช่นนี้แม้มิใช่เกิดขึ้นเพราะความหวาดกลัวภัยคุกคามเหมือนที่เกิดขึ้นในบางประเทศ แต่ในความจริงชาวอเมริกันก็มีความรู้สึกเช่นนี้อยู่เป็นจำนวนมาก จนถึงกับส่งผลกระทบต่อผลการเลือกตั้งได้ไม่มากก็น้อย ดังที่เห็นกันอยู่ใช่ไหมครับ?

ประการที่ 3 สาเหตุข้อนี้มีความเป็นไปได้ไม่น้อยเช่นกัน การสนทนาเฉพาะในกลุ่มตนเองผ่านแอ๊ปไลน์อาจจะเป็นการปิดกั้นความคิดจากกลุ่มบุคคลภายนอก ซึ่งกลุ่มไลน์นี้แตกต่างจากสื่อ Facebook และสื่อกระแสหลักอื่นๆที่อย่างหลังนี้เปิดส่งและรับข่าวสารในวงกว้างกว่าอย่างแรก

ประการที่ 4  เรื่องความยะโสโอหังของกลุ่มอำนาจเก่าที่ถูกลงโทษนี้ ผมมีความเห็นว่าการที่กลุ่มอำนาจเก่าจำนวนมากผ่านชีวิตการเป็นครูอาจารย์ในมหาวิทยาลัยมาด้วยกันอาจจะเป็นไปได้ว่าสิ่งนี้ทำให้พวกเขารู้สึกหยิ่งทรนงว่าพวกตนมีการศึกษาสูง มีความรู้มากกว่าคนอื่นๆ ซึ่งลักษณะนี้แตกต่างจากคนในภาคธุรกิจที่เขามักจะจดจำได้ว่าตนนั้นไต่เต้ามาด้วยการลงมือทำธุรกิจ สร้างเนื้อสร้างตัวมาด้วยลำแข้ง หนักเอาเบาสู้ ผ่านอุปสรรคล้มลุกคลุกคลานมามากต่อมาก จึงต้องจดจำว่าการปรับตัว การพึ่งตนเองนั้น มีความสำคัญยิ่ง คนเหล่านี้จึงมักไม่นิยมการยกตนข่มท่าน หรือเมื่อหากมีความจำเป็นจะต้องข่มใคร ก็จะกระทำต่อเมื่อเห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ตนเองจริงๆเท่านั้น เช่น อาจจะบอกออกไปตรงๆเลยว่า "ถ้าฉันได้อำนาจ แกติดคุกแน่" เช่นนี้เป็นต้น

ประการที่ 5 ความผิดพลาดข้อนี้ตรงไปตรงมาไม่มีอะไรมากครับ!
ประการที่ 6 สื่อมวลชนได้เปิดเผยให้เห็นแล้วว่าผู้เลือกตั้งที่ลำบากยากจนในเขตฐานเสียงเดิมของ มิสซิส คลินตัน กล่าวว่า "Trump ลูกเดียวครับ" เมื่อถูกถามว่าจะเลือกใคร !!!

ประการที่ 7 ความผิดพลาดข้อนี้คือความผิดพลาดในการบริหารเป็นเวลาสองเทอมติดต่อกันของพรรค Democratic Party ผลพวงของมันมาออกฤทธิ์มากเอาตอนปลายสมัยซึ่งประชาชนต้องเลือกระหว่างของเก่ากับการลองของใหม่!

ประการสุดท้าย ความผิดพลาดข้อนี้ฝ่ายคลินตันได้มีการพยายามแก้ไขอยู่บ้างในตอนท้าย แต่ก็แก้ไม่ตก จะเห็นได้จากมีผลโพลล์ในช่วงสุดท้ายใกล้วันลงคะแนนออกมาว่า Donald Trump มีเสียงนำ Hillary Clinton แล้วนะ การทำเช่นนี้ อาจเป็นการกระตุ้นพวกเสียงเงียบว่าถ้าไม่เลือกเราเขามาแน่ แต่เรื่องอย่างนี้จะมาแก้ไขภายในวันสองวันได้อย่างไรครับ

กล่าวโดยย่อ ผมจำเป็นต้องยกสองมือขึ้นกุมขมับกล่าวกับตัวเองว่า

"การเมืองภาคปฏิบัติในสหรัฐอเมริกานี่ มันเข้าใจยากกว่าทฤษฎีจริงๆ !!!"

ดังเรื่องราวของเจ้าคุณท่านหนึ่งในลิงค์ต่อไปนี้
ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ครับ



วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

การเมืองภาคปฏิบัติใน USA

การเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์  ผลประโยชน์อย่างแรกคือ การได้มาซึ่งอำนาจ หรือการแสวงหาอำนาจการมีอำนาจ ดังนั้น ท่านจึงกล่าวอีกด้วยเหมือนกันว่า การเมืองเป็นเรื่องของการแสวงหา การได้มา และการรักษาไว้ซึ่งอำนาจ

ภาคปฏิบัติของ การแสวงหา การได้มา และการรักษาไว้ซึ่งอำนาจ นั้น วันนี้เราได้เห็นประจักษ์แล้วจากการเมืองเรื่องการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่  8 พฤศจิกายน 2559 ที่เผยแพร่ผ่านสื่อ และสื่อทางสังคมที่แพร่สะพัดกระจัดกระจายอย่างรวดเร็ว กว้างขวาง ทะลุทะลวงมิติด้านกาละ เทศะ ตามอิทธิพลของโลกาภิวัตน์

การแสวงหาอำนาจในช่วงเวลาการหาเสียงเพื่อการได้มาซึ่งอำนาจในประเทศนี้ นั้น คู่แข่งที่เข้าชิงตำแหน่งต่างฝ่ายต่างก็ทุ่มเทกำลังงัดอาวุธทุกชนิดสาดเข้าใส่กันอย่างไม่ยั้งฝีมือ



ที่เห็นชัดเจนประการแรกคือการเปิดเผยความชั่วร้ายของฝ่ายตรงกันข้ามอย่างถึงพริกถึงขิง จนถึงขนาดที่สื่อมวลชนต่างก็สรุปลงความเห็นว่าการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้เป็นการกระทำที่โหดร้ายที่สุด ผู้คนถึงกับลงความเห็นว่าการรณรงค์หาเสียงครั้งนี้เป็นการต่อกรระหว่างโรคมะเร็งร้ายกับปีศาจ คือเป็นการต่อสู้กันของคู่แห่งความชั่วร้าย!!!
มันมิใช่แบบนั้นเพียงอย่างเดียวครับ!!!

เราเห็นTrump กล่าวกับ Hilray Clinton อย่างไม่นั่งปากเช่นกล่าวว่าเธอเป็นแม่มด เป็นปีศาจ มึงเถอะถ้าฉันได้ตำแหน่งละก็แกติดคุกแน่!!!
แต่ครั้นเวลาชนะแล้ว กลับตาลปัดเป็นปากหวานกล่าวยกย่องชมเชยคลินคั้นเอาดื้อๆแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
เอากับเขาสิ!!!-
ท่านลองฟังสิครับ

ขึ้นต้นก็หวานเจื้อยเลยครับ!!!

I've just received a call from Secretary Clinton. She congratulated us. It's about us. On our victory, and I congratulated her and her family on a very, very hard-fought campaign.
I mean, she fought very hard. Hillary has worked very long and very hard over a long period of time, and we owe her a major debt of gratitude for her service to our country.
I mean that very sincerely.
ฟังพูดเข้าสิ !!!
ก็พอเห็นอยู่ใช่ไหมครับท่าน!!!

ผมขอน้อมคารวะฝากเรื่องนี้ไว้กับทุกท่านที่ติดตามอ่านเรื่องนี้ ได้ช่วยคิดต่อก็แล้วกันนะครับว่า
การเมืองบ้านเราดุเดือดใกล้เคียงกันกับการเมืองเขาหรือไม่ครับ?

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2559

ลักษณะของการศึกษาที่ดี

เพียงสิบเอ็ดนาที
แต่มีคุณค่ามหาศาลต่อการฝึกนิสัย!

ผมชอบคำบรรยาย 11 นาที ของคุณอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของแลนด์แอนด์เฮาส์ พูดดี 11 นาที ได้เนื้อหาและแรงบันดาลใจยิ่ง

ในขณะที่คนอื่น ๆ บอกว่าต้องเร่งยกระดับการศึกษาของชาติ แต่คุณอนันต์ ตั้งคำถามว่า คนที่ประสบความสำเร็จจะต้องเรียนเก่งจริงหรือไม่ ?
ประเทศไทยเน้นเรื่องการศึกษามาก จนลืมเรื่องความสำคัญของการฝึก "นิสัย" คนไทยควรจะมีนิสัยอย่างไร จึงจะเจริญก้าวหน้าในชีวิต?

คนที่มีนิสัยดีเหมือนเรามีเครื่องจักรที่ดีในตัวไม่ว่าไปทำอะไรก็จะดี
 เจ้าของแลนด์แอนด์เฮาส์ เล่าว่า เกิดมาในครอบครัวยากจน ในบ้านมีคนมากถึง 31 คน ถือเป็นสถานที่สำคัญฝึกนิสัยให้กับเขา จนทำให้มีวันนี้
นิสัยที่ดี ฝึกไม่ยาก เริ่มจากที่บ้านใน 5 ห้อง : 
1. ห้องนอน :
ฝึกทำใจให้ว่าง ทำสมาธิ ล้างใจสะอาด นอนได้เต็มที่ และฝึกตื่นให้เป็นเวลา เก็บที่นอน เปิดหน้าต่างให้เคยชิน
"ถ้าเราเป็นคนไม่ตื่นตามเวลา ใช้ปุ่ม Snooze เพื่อที่จะตื่นมากด Snooze อีกที เราจะกลายเป็นคนที่ทำงานเสร็จนาทีสุดท้ายเสมอ" 

2. ห้องน้ำ :
ฝึกการใช้น้ำอย่างประหยัด เกรงใจคนอื่น รักษาเวลา การฝึกล้างห้องน้ำให้เป็น จะช่วยฝึกให้เราไม่ดูถูกคน เป็นคนไม่เลือกงาน ไม่มีทิฐิ
"สมัยเด็ก บ้านผมไม่ได้มีฐานะ 
แต่มีคนถึง 31 คน น้ำก็ต้องใช้ประหยัด เข้าห้องน้ำนานไม่ได้ เพราะคนอื่นก็ต้องใช้เหมือนกัน" "ผมล้างห้องน้ำมาจนโต ทำให้ทุกงานผม ห้องน้ำต้องสะอาด เสียอย่างเวลาขึ้นเครื่อง บางทีผมต้องเสีย 15 นาทีเช็ดห้องน้ำจนสะอาด" "คนว่าผมสร้างห้างมาให้คนเข้าห้องน้ำ
ทั้ง Terminal 21 หรือ Fashion ก็ยอมรับครับตอนนี้มีคนมาเข้าห้องน้ำห้างผม วันละเป็นแสน"

3. ห้องแต่งตัว :
ฝึกให้รู้จักตัดใจ เสื้อผ้าไม่ใส่ต้องทิ้ง เสียสละให้คนอื่น ใช้สิ่งของต่าง ๆ อย่างพอดีตัว "ไม่ใช่จะใช้ชีวิตแย่ ๆ แต่เท้ามีแค่สองข้าง จะมีรองเท้ามากมายทำไม อะไรไม่ได้ใส่เกิน 2 เดือน เอาไปบริจาคเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่"

4. ห้องกินข้าว :
ฝึกการทานอาหาร นั่งพร้อมหน้ากัน รู้จักแบ่งปัน ตักข้าวแล้วต้องกินให้หมด ดังนั้น ต้องตักให้พอดีตัว และตักให้พ่อแม่หรือคนอื่นก่อน
"ไข่พะโล้ 2 ฟอง นั่งกัน 4 คน เราต้องแบ่งกันคนละครึ่งฟอง และตัดให้แม่ก่อน จนติดนิสัยให้คนอื่นก่อน เช่นเวลาเข้าออกลิฟต์"

5. ห้องทำงาน :
ฝึกจัดลำดับความสำคัญ อย่าให้มีอะไรรกบนโต๊ะทำงาน กระดาษที่กองเต็มโต๊ะ บอกนิสัยไม่ตัดสินใจ หรือไม่มั่นคงทางใจ กลัวไม่มีข้อมูล "เวลาผมเจอใครกระดาษกองเต็มโต๊ะ ผมคิดเลยว่าคนนี้ไม่กล้าตัดสินใจ หรือ Insecure กลัวขาดข้อมูล ทั้งที่มันมีในมือถือหมดแล้ว" "ห้องทำงานผมไม่มีกระดาษบนโต๊ะ ไม่มีโทรศัพท์เพราะใช้มือถือ ไม่มีคอมพ์เพราะใช้แท็บเล็ต ตอนนี้มีห้องไว้โชว์ว่าว่างเปล่า"

5 ห้องนี้จะฝึกให้เรา รักษาความสะอาด มีระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา สุภาพ และฝึกสมาธิให้ใจสะอาด
"คนเรียนเก่งไม่ใช่คนเก่งเสมอไป แต่คนเก่งมักมีนิสัยสร้างความเจริญก้าวหน้าเรื่องนี้อย่าสอนแต่ในห้องเรียน เริ่มจากที่บ้าน"

"ทุกวันนี้โลกวุ่นวายไม่ใช่เพราะคนไม่มีการศึกษา แต่เพราะคนนิสัยไม่ดี และมีการศึกษาเยอะต่างหาก"

เมื่อจบเรื่องการสร้างนิสัยที่ดีแล้ว คุณอนันต์ต่อด้วยเรื่องความสุขครับ !!!

ความสุขคืออะไร ?
มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ได้แนะนำ การสร้างนิสัยแห่งความสุข 20 ประการ ปี 2016 ไว้ .. 

1. Be Grateful 
..สำนึกบุญคุณคนที่ดีต่อเรา

2. Choose Your Friends Wisely
 ..เลือกเพื่อนอย่างชาญฉลาด

3. Cultivate  Compassion 
.. ให้ความเห็นอกเห็นใจ แก่คนอื่น

4. Keep Learning 
..หมั่นเรียนรู้

5. Become a Problem Solver
 .. เป็นผู้แก้ปัญหาได้

6. Do What You Love
 ..ทำในสิ่งที่คุณรัก

7. Live in the Present
 ..อยู่กับปัจจุบัน

8. Laugh often
 ..หัวเราะบ่อยๆ

9. Practice Forgiveness
 ..ฝึกการให้อภัย

10. Say Thanks often 
..กล่าวขอบคุณเสมอ

11. Create Deeper Connections 
..สร้างความสัมพันธ์ลึกล้ำ

12. Keep Your Agreement
 ..รักษาสัญญา คำพูด 

13. Meditate
 ..ทำสมาธิ

14. Focus on What You're Doing
 ..ตั้งมั่นในสิ่งที่กำลังทำ

15. Be Optimistic
 ..มองโลกในแง่ดี


16. Love Unconditionally
 ..รักอย่างไม่มีเงื่อนไข

17. Don't Give up
 ..อย่ายอมแพ้

18. Do Your Best and then Let it Go
 ..ทำดีที่สุดแล้วอย่ายึดติด

19. Take Care of Yourself
  ..ดูแลตัวเอง

20. Give back to society
 ..ตอบแทนสังคม

การสร้างนิสัยแห่งความสุข 20 ประการ ปี 2016 ที่คุณอนันต์ฯ ตบท้ายไว้นี้ สำหรับผมนิสัยแห่งความสุข ข้อที่ 5, 11 และข้อ 16 ค่อนข้างทำยากนะ แต่ผมก็จะทำ 
รับปากว่าต้องทำให้ได้ !!!

คราวหน้าเราจะมาพิจารณาเรื่อง 5  ห้องในครอบครัวเป็นสถานฝึกนิสัยที่ดี ต่ออีกนิดหนึ่งนะครับ!

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ภาระหน้าที่ ภารกิจของมหาวิทยาลัย Missions of a university

มหาวิทยาลัยทุกแห่งจะระบุภาระหน้าที่ของมหาวิทยาลัยไว้ในกฏหมายจัดตั้งสถาบันของตน ยกตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มีการระบุภาระหน้าที่ไว้ในมาตรา 7 แห่ง พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกาสินธุ์ พ.ศ. 2558 10 ประการ ดังนี้

"มาตรา ๗ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๖ ให้กําหนดภาระหน้าที่ของมหาวิทยาลัย ดังต่อไปนี้

(๑) ผลิตบัณฑิตให้มีความรู้ความสามารถทางวิชาการและทักษะในวิชาชีพ รู้จักคิดอย่างมีเหตุผล มีคุณธรรม จริยธรรม และมีความใฝ่เรียนรู้ (To produce graduates who possess knowledge and technical ability as well as occupational skills and ability to think rationally having morality and ethics and learning desires)

(๒) จัดการศึกษาทางด้านวิชาชีพทั้งระดับต่ำกว่าปริญญาและระดับปริญญา (To provide occupational education both at the undergraduate and graduate levels)

(๓) สร้างหรือพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง และนําความรู้นั้นไปใช้เพื่อประโยชน์ในการพัฒนา ท้องถิ่น ประเทศ และภูมิภาคใกล้เคียง โดยเน้นการวิจัย การประยุกต์และบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่น เข้ากับเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาชุมชนและสังคมให้เข้มแข็ง มีสันติสุขและยั่งยืน (To continuously build up and develop bodies of knowledge  and applied the knowledge in local community and national development including neighboring countries emphasizing researches, applies and integrates local wisdom with technologies for strong, peaceful, and sustainable communities and society as a whole)

(๔) ส่งเสริม ประยุกต์ และพัฒนาวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง (To promote, apply and develop higher technical and occupational knowledge)

(๕) ให้บริการทางวิชาการและวิชาชีพ ถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีท่ีเป็นประโยชน์เพื่อพัฒนา ศักยภาพในการผลิตและบริการชุมชน สังคม และประเทศ ตลอดจนการชนี้นำทางเลือกที่ดแก่ชุมชนและสังคม 

(To provide technical and occupational services, transfer  knowledge and technologies which are appropriate for the improvement of community potential in production and services, including giving assistance to the community and society in identifying better alternatives)
 .
(๖) ทะนุบํารุงศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม ส่งเสริมและสนับสนุนการกีฬาและนันทนาการ(Conserve and support religious, arts, and cultural activities; promote and support sports and entertainment activities)

(๗) ส่งเสริมและพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษา การวิจัย และการบริการกับสถาบัน และหน่วยงานอื่น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ (To promote and develop cooperative networks in the fields of education,research and services with other institutions and other organizations at national and international levels)

(๘) จัดการศึกษา โดยเน้นประชาชนในภูมิภาคที่ตั้งของมหาวิทยาลัยและประเทศใกล้เคียง เป็นสําคัญ. (To provide education emphasizing for people in the vicinity of the university and neighboring countries) 
(๙) ร่วมพัฒนาท้องถิ่น ดําเนินการจัดการศึกษาและฝึกอบรมที่ตอบสนองความต้องการ และเสริมสร้างองค์ความรู้ของชุมชนให้เข้มแข็ง เชิดชูภูมิปัญญาของท้องถิ่น สร้างสรรค์ศิลปวิทยา เพื่อความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนของปวงชน (To participate in community development and providing education and training that address local  needs and build as well as strengthen community knowledge and uphold local wisdoms with an intention to build creative arts that foster sustainable development for the general public).

(๑๐) จัดให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการ การบํารุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชุมชน (To build a participative, balanced,and sustainable resource and environment management in communities so that members can have more  benefits  without destroying a harmonious ecology).

กล่าวโดยย่อ ภาระหน้าที่ของมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มีจุดเน้นที่ 10 เรื่อง คือ

1) การผลิตบัณฑิต (Production)ให้มีความรู้ความสามารถทางวิชาการและทักษะในวิชาชีพ 
2) การจัดการศึกษาทางด้านวิชาชีพ (Supporting productions by means of providing capable human resources aka manpower necessary for any field of production) ทั้งระดับต่ำกว่าปริญญาและระดับปริญญา 
3) สร้างหรือพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง และนําความรู้นั้นไปใช้เพื่อประโยชน์ในการพัฒนา (Building Bodies of knowledge integral to sectors of economic activities)
 4) ส่งเสริม ประยุกต์ และพัฒนาวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง (Develop and apply advanced technical and occupational knowledge ) 
5)ให้บริการทางวิชาการและวิชาชีพ (Providing technical and occupational services)
6) ทะนุบํารุงศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม ส่งเสริมและสนับสนุนการกีฬาและนันทนาการ (Promoting religious,arts,cultural,and entertainment activities )
7) ส่งเสริมและพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษา การวิจัย และการบริการ (Networking  and working the educational networks ) 
8) จัดการศึกษา โดยเน้นประชาชนในภูมิภาคที่ตั้งของมหาวิทยาลัยและประเทศใกล้เคียง เป็นสําคัญ(Providing education for community and regional development) 

9) ร่วมพัฒนาท้องถิ่น ดําเนินการจัดการศึกษาและฝึกอบรมที่ตอบสนองความต้องการ และเสริมสร้างองค์ความรู้ของชุมชนให้เข้มแข็ง (Taking part in local development and support the needs for  community competitive advantage )

10) จัดให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการ การบํารุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน (Building better community participation in environmental conservation and sustainable development )




วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2559

สโมสรไลออนส์สากลก้าวสู่ศตวรรษใหม่โดยเน้นหนักให้บริการสี่ด้านหลัก

We Serve 
เรา Lions Clubs International ให้บริการมานานจนจะครบร้อยปีและก้าวขึ้น ศตวรรษใหม่แล้ว ในวาระสำคัญ Centennial  นี้ เรามีจุดเน้นในการบริการอยูที่สี่ด้านดังต่อไปนี้




ด้านที่หนึ่ง 
พิทักษ์สิ่งแวดล้อม Protecting our ENVIRONMENT

ด้านที่สอง 
บรรเทาความหิวโหย Relieving the HUNGER

ด้านที่สาม 
ให้การมองเห็นผ่านดวงตา Sharing the VISION

ด้านที่สี่ 
ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชน Engaging our YOUTH

ในวันที่ 14 ตุลาคมนี้ สโมสรไลออนส์ชัยสุนทรกาฬสินธุ์ จะทำกิจกรรมเพื่อรำลึกถึงวันไลออนส์สากลประจำปี 2559 โดยจะเน้นเรื่อง
 "สายตา การมองเห็น "
โดยขอความร่วมมือจากสมาชิก และผู้มีจิตใจอันเป็นกุศลที่ท่านรู้จัก นับถือ ร่วมกันบริจาคช่วยผู้ป่วยโรคต้อกระจกตา ของ รพ.กาฬสินธุ์. ดวงตา คู่ละ. 2,000.- บาท ตาข้างเดียวดวงตาละ 1,000.- บาท  การทำบุญบริจาคแก่ผู้มีสายตาที่มองไม่ค่อยเห็นเป็นกุศลอย่างยิ่ง 

ขอขอบพระคุณมายังสมาชิกผู้ใจบุญทุกท่านดังรายนามต่อไปนี้

1. L อัญชลี.              10,000.
2. L คิม.                     4,000.-
3. L จิราพร                 4,000.-
4. L พัชมน.                 2,000.-
5. L กอบกุลและ น้องลี่   6,000.-
6. L วัชรี.                    4,000.-
7.L. ทองเพ็ชร              2,000.-
8. L. ดร.ประสิทธิ์          2,000.-
9. L  กันยามาส             2,000
10. L เกตน์สิรี               2,000
11 L อรพิณ.                 2,000
12  L  นุกูล                   2,000
13. L นิรันดร.               2,000 
14....
ท่านผู้ใจบุญจะร่วมบริจาค ขอความกรุณาลงชื่อตามจิตศรัทธา บุญกุศลที่ทำครั้งนี้ ขอให้ทุกๆท่านมีสุขภาพแข็งแรง ร่ำรวย มีความสุขยิ่งๆตลอดไป
สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ


วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

การจัดอันดับความเป็นเลิศในสายตามหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก

การเป็นมหาวิทยาลัยในชนบทที่มาจากการผนวกมหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์ กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตกาฬสินธุ์  มหาวิทยาลัยใหม่แห่งนี้จึงมีความเก่าแก่ไม่น้อยไปกว่ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลและมหาวิทยาลัยราชภัฏอื่นๆ ซึ่งมีความเป็นมายาวนานไม่น้อยเลย!

มหาวิทยาลัยกาฬสินธ์ุวางตำแหน่งของตนเองแบบใดกันแน่? 
การตอบคำถามข้อนี้คงเริ่มต้นจากการมองดูที่ตัวเอง
ดูจุดแข็งของเรา จุดอ่อนของเรา
ดูโอกาสของเรา และดูภัยที่คุกคามเรา
ดูจากข้างนอกด้วย จากนั้นจึงโอปนยิโก ดูแล้วน้อมเข้ามาดูตัวเอง

ในส่วนการดูข้างนอกนั้น วันนี้ผมใคร่ขอชักชวนให้ท่านผู้อ่านดูที่การจัดอันดับความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัย โดยมุ่งเน้นดูมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกแห่งหนึ่ง คือ มหาวิทยาลัยฮาเวิร์ด (Harvard University) ว่าเมื่อหาวิทยาลัยแห่งนี้เขาเห็นผลการจัดอันดับแล้ว เขามีความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของตนเองอย่างไร เขาโอปนยิโกแบบใด? ลองอ่านภาษาอังกฤษก่อนแล้วค่อยไปอ่านภาษาไทยครับ

University rankings

University rankings
National
ARWU[105]1
Forbes[106]6
U.S. News & World Report[107]2
Washington Monthly[108]8
Global
ARWU[109]1
QS[110]2
Times[111]6
Many university rankings have highly ranked Harvard. In particular, it has consistently topped the Academic Ranking of World Universities (ARWU) since 2003, and THE World Reputation Rankings since 2011, when the first time such league tables were published.[112][113] When the QS and Times appeared in partnership as the THE-QS World University Rankings during 2004-2009, Harvard had also been regarded the first in every year.[114]The University's undergraduate program has been continuous among the top two in the U.S. News & World Report.[107] In 2014, Harvard topped the University Ranking by Academic Performance(URAP).[115] It was ranked 8th in the 2013-2014 PayScale College Salary Report[116] and 14th on the 2013 PayScale College Education Value Rankings.[117] From a poll done by The Princeton Review, Harvard is the second most commonly named "dream college", both for students and parents in 2013,[118] and was the first nominated by parents in 2009.[119] In 2011, the Mines ParisTech: Professional Ranking World Universities ranked Harvard 1st university in the world regarding some alumni holding CEO position in Fortune Global 500 companies.
ประการแรก เขาบอกว่าสถาบันจัดอันดับหลายแห่งยกให้เขาเป็นอันดับต้นๆโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ARWU จัดให้ Harvard อยู่ที่อันดับหนึ่งมาตั้งแต่ปี2003
ประการที่สอง The World Reputation Rankings จัดให้ Harvard อยู่อันดับหนึ่งเรื่อยมา ตั้งแต่ปี 2011 อันเป็นปีแรกที่สถาบันนี้เริ่มต้นทำการจัดอันดับมหาวิทยาลัย
ประการทีสาม The QS-World University Rankings (ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง QS กับ Times ในช่วงปี 2004-2009) สถาบันนี้ก็จัดให้ Harvard อยู่ในอันดับที่หนึ่งตั้งแต่ปีแรกและติดต่อกันมาทุกๆปี
ประการทีสี่ โปรแกรมปริญญาตรีและต่ำกว่าก็ได้รับตำแหน่งที่สองต่อเนื่องมาตลอดในการจัดอันดับของ The U.S.News & World Report 
ประการที่ห้า ในปี 2014 Harvard  เป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งในเชิงขีดความสามารถด้านวิชาการ (University Ranking by Academic Performance-URAP)
ประการที่หก Harvard อยู่ในอันดับที่แปดในเรื่อง ระดับเงินเดือนของพนักงานเจ้าหน้าที่ (College Sallary Report)ในปี 2013-2014 และอยู่อันดับที่ 14 ของ PayScale College Education Value Rankingsในปี 2014
ประการที่เจ็ด ผลการสำรวจในปี 2013 ของ The Princeton Review พบว่า Harvard เป็น Dream College ในอันดับที่สองของทั้งนักศึกษาและความนิยมของผู้ปกครอง 
และเป็นอันดับหนึ่งในสายตาของผู้ปกครองในปี 2009
ประการสุดท้าย ในปี 2011 The Mines Paris Tech: Professional Raking World Universities จัดให้ Harvard เป็นมหาวิทยาลัยอันดับที่หนึ่งที่มีศิษย์เก่าดำรงตำแหน่ง CEO ของบริษัท ชั้นนำ 500 บริษัทจากการจัดอันดับของ Fortune Global 500.
จากแปดตัวชี้วัดนี้ ท่านจะเห็นได้ว่าเมื่อมหาวิทยาลัย Harvard เขาส่องกระจกแล้วเขามองเห็นภาพตัวเองมีจุดเด่นอย่างไรบ้าง แต่ละภาพมีลักษณะอย่างไร ตรงนี้มีความสำคัญ และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ผมขอชี้ให้ท่านสังเกตก็คือ สังคมโดยเฉพาะสื่อมวลชนและแวดวงวิชาการจำนวนมากขึ้นได้หันมาให้ความสนใจการบริหารการจัดการคุณภาพของมหาวิทยาลัยมากยิ่งขึ้น


และจากกระแสของสากลที่เป็นเช่นนี้ ผมก็มีความเชื่อว่ากระแสความสนใจคุณภาพมหาวิทยาลัยไทยก็จะเชี่ยวกรากยิ่งขึ้นเช่นกันครับ!!!

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2559

วัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย

วัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยใดๆ จะมีการระบุไว้ในพระราชบัญญัติแห่งมหาวิทยาลัยนั้นๆครับ
ยกตัวอย่างเช่น มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ พ.ศ.2558 บัญญัติวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยไว้ 6 ประการดังนี้ ครับ

ให้มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันทางวิชาการที่ให้ความรู้และความชํานาญในการปฏิบัติ ที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพและวิชาชีพชั้นสูง มีวัตถุประสงค์

1) เพื่อให้การศึกษาและส่งเสริมงานวิจัยเพื่อสร้าง และพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยี (Providing education and promote research activities to build and develop knowledge and technology) 

 2)ให้บริการทางวิชาการแก่ท้องถิ่นและสังคม (Providing technical services to local community and society as a whole)

 3) ให้โอกาสทางการศึกษา แก่ประชาชน (Providing the general public with educational opportunities)

4) ทะนุบํารุงศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และการกีฬา (Restoring and supporting religions, arts, cultures  and sports)

5) สนับสนุนกิจกรรมของรัฐและท้องถิ่น และ (Promoting state activities and local government operations)

6) มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Taking active part in community development and environmental conservation)

ท่านที่สนใจรายละเอียดของพระราชบัญญัติโปรดติดตามลิงค์ต่อไปนี้ครับ